การเลือกใช้น้ำยาถอดแบบ (ตอนที่ 1)
ปัจจุบันนี้ผู้ผลิตชิ้นงานคอมโพสิทมีความต้องการที่จะผลิตชิ้นงานที่มีคุณภาพและสามารถผลิตได้เร็ว
ทันต่อ ความต้องการของลูกค้า และเพื่อตอบสนองความต้องการคของตลาด ที่มีการแข่งขันอย่างรุนแรง
จึงต้องช่วงชิงความ ได้เปรียบโดยใช้ความเร็วที่จะทำให้สามารถส่งมอบสินค้าได้ตามเวลาที่ต้องการ
สิ่งหนึ่งที่ช่วยให้การผลิตชิ้นงานคอม โพสิทสามารถผลิตได้เร็วอย่างมีคุณภาพ
ลดขั้นตอนการทำงานและสามารถลดค่าใช้จ่ายคือ การเลือกใช้งานน้ำยา ถอดแบบ
ให้เหมาะสม น้ำยาถอดแบบมีการใช้งานมามากกว่า 50 ปี ควบคู่กับการผลิตของอุตสาหกรรมพลาสติก
และมีการปรับปรุง พัฒนาชนิดของน้ำยาถอดแบบมาพร้อม ๆ กับการพัฒนากระบวนการผลิตอุตสาหกรรมคอมโพสิท
ในอดีตจะใช้ขี้ผึ้ง (WAX) ทาให้ทั่วแล้วทิ้งไว้ให้แห้งสนิทก่อนจะทำการขัดเพื่อขัดเงา
ซึ่งต้องทำทุกรอบจนได้ครบจำนวนรอบตามที่ กำหนดไว้ จึงจะสามารถนำไปถอดชิ้นงานในกระบวนการผลิตต่อไป
ซึ่งขั้นตอนการลงขี้ผึ้งนี้ใช้เวลามาก และ สิ้นเปลืองกำลังคนในการทำงาน
ขณะเดียวกันกับสามารถถอดชิ้นงานได้น้อยชิ้นเพียง 1-2 ชิ้น ก็ต้องส่งกลับมาลงขี้ผึ้ง
อีก กลายเป็นขั้นตอนปกติในสายการผลิตเลย ดังแสดงในภาพที่ 1

จากสภาพการแข่งขันทางธุรกิจอย่างดุเดือด และเพื่อความอยู่รอด ผู้ผลิตชิ้นงานคอมโพสิทจึงจำเป็นที่จะต้อง
ผลิตให้มีจำนวนมากๆ(Mass Production ) ในระยะเวลาที่สั้นลง จึงจะสามารถลดต้นทุนการผลิต
ความสำคัญของการ ผลิตจึงเน้นมาที่ประสิทธิภาพของน้ำยจาถอดแบบที่ต้องให้ทำหน้าที่ได้สมบูรณ์
ประหยัดเวลา และแรงงานในการลง น้ำยาถอดแบบ ผลของการลงน้ำยาถอดแบบ 1 เที่ยว
สามารถถอดชิ้นงานได้หลายๆ ชิ้น (Multiple Release) และถอด ชิ้นงานได้ง่าย
สะดวก รวดเร็ว สุดท้ายแม่แบบไม่บอบช้ำ ก็จะมีอายุการใช้งานได้ยาวนานขึ้นลดการซ่อมบำรุงรักษา
แม่แบบ ก็จะส่งผลให้ประหยัดต้นทุนซ่อมแซมได้อีกด้วย
ดังนั้นน้ำยาถอดแบบจึงเป็นสิ่งสำคัญไม่น้อยกว่าวัตถุดิบอื่นๆ ที่ผู้ผลิตชิ้นงานให้ความสนใจและใส่ใจในการ
เลือกใช้งานให้ถูกต้องและเหมาะสม แล้วจะเลือกใช้อย่างไร และต้องใช้งานอย่างไร
คราวหน้ามาติดตามกันครับ
โดย...คุณพิทักษ์ วราฤทธิชัย
การเลือกใช้น้ำยาถอดแบบ (ตอนที่ 2)
จากคราวที่แล้ว เราได้รู้ถึงความสำคัญของการใช้น้ำยาถอดพแบบในสายการผลิตของอุตสาหกรรมคอมโพสิท
ใน การช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการช่วยลดต้นทุนของการผลิตชิ้นงานคอมโพสิทไป
บ้างแล้ว ก่อนจะไปต่อว่าจะเลือกใช้น้ำยาถอดแบบ เรามารู้กันก่อนว่าน้ำยาถอดแบบมีกี่ชนิด
อะไรบ้าง โดยพื้นฐานแล้วเราสามารถจำแนกชนิดน้ำยาถอดแบบได้เป็น 3 ชนิดคือ
1) พีวีเอ (PVA)
เป็นน้ำยาถอดแบบที่เก่าแก่ชนิดหนึ่งที่นิยมใช้ในงานคอมโพสิท มีลักษณะเป็นของเหลวใส
ข้น คล้ายกาว น้ำ แต่มีความหนืดน้อยกว่า น้ำยาถอดแบบพีวีเอนี้ยังคงเป็นที่นิยมใช้มากสำหรับแม่แบบใหม่
ๆ ที่ยังไม่เคยใช้งาน เพราะคุณสมบัติของพีวีเอที่เคลือบอยู่บนผิวแม่แบบสามารถทนต่อการกัดของไอสไตรีนที่จะระเหยออกมาจาก
แม่แบบใหม่ ๆ ได้ดี อีกทั้งยังสะดวกและปลอดภัยในการลงน้ำยาลอดแบบพีวีเอบนผิวแม่แบบ
สามารถทำได้ทั้ง วิธีการทาและพ่น แล้วทิ้งให้น้ำยาแห้ง สร้างเป็นชั้นพิล์มเคลือบบนผิวแม่แบบ
แต่ข้อเสียของฟิล์มพีวีเอนี้คือเกาะ ผิวแม่แบบได้ไม่ทน เมื่อถอดชิ้นงานคอมโพสิทออกจากแม่แบบแล้ว
ชั้นฟิล์มพีวีเอก็มักจะหลุดติดมากับชิ้นงาน ด้วย ทำให้ต้องลงน้ำยาถอดแบบพีวีเอทุกครั้งที่จะทำงาน
ในด้านการพัฒนาแล้ว วิวัฒนาการของน้ำยาถอดแบบพีวีเอไม่ค่อยมากนัก จะมีก็แต่การเติมแต่งสีและ
กลิ่นให้เห็นชัดเจนมากขึ้นเวลาเคลือบให้เกิดฟิล์มแล้วเท่านั้น
2) แว๊กส์ (WAX)
เป็นน้ำยาถอดแบบที่เก่าแก่และมีใช้งานกันมาแต่เริ่มแรกกับอุตสาหกรรมคอมโพสิท
จึงเป็นที่นิยมใช้งาน กันอย่างแพร่หลายในทุกโรงงานผลิตชิ้นงานคอมโพสิท
แว๊กส์มีลักษณะเป็นขี้ผึ้งก้อน จะหลอมอ่อนตัวได้เมื่อถูก ความร้อนหรือถูกขัดสี
เวลาใช้งานจึงมักจะใช้ผ้าหรือฟองน้ำขัดถูให้แว๊กส์อ่อนตัวก่อน และซึมติดมาบนผ้าหรือ
ฟองน้ำ แล้วจึงนำไปทาลงบนผิวแม่แบบให้ทั่ว วิธีการทาแว๊กส์ถอดแบบนี้ก็มีความสำคัญและละเอียดอ่อนมาก
ช่างต้องรู้วิธีการและมีทักษะในการใช้งานพอสมควร มิฉะนั้นก็จะเกิดปัญหาถอดชิ้นงานไม่ออก
หรือไม่ก็เกิด คราบที่นิยมเรียกกันว่า ขี้กลาก บนผิวแม่แบบมากเลย ในด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์แว๊กส์ถอดแบบจัดว่ามีการพัฒนามากตั้งแต่อดีตมาปัจจุบัน
เพื่อเพิ่มคุณสมบัติ ต่าง ๆ ให้หลากหลายขึ้นและสามารถใช้งานได้ตามแต่ละสถานการณ์
เช่น ให้ทนความร้อนสูง ๆ ได้ ถอดชิ้นงาน ให้เงา ถอดชิ้นงานได้หลายชิ้นขึ้น
หรือถึงขนาดป้องกันการเกิดขี้กลาก ป้องกันรอยตามด เป็นต้น เหล่านี้คือ
เหตุผลที่ทำให้แว๊กส์ถอดแบบมีหลากหลายชนิดให้เลือก รวมถึงหลายผู้ผลิตอีกต่างหาก
อ้าว!!! เนื้อที่หมดแล้ว แต่เนื้อหายังไม่ครบเลย ทำไงดีล่ะครับ... ไม่เป็นไร
คราวหน้ามาต่อเรื่องแว๊กส์อีกนิด เพราะ ยังมีพัฒนาการไม่หยุดจากเป็นก้อนพัฒนาเป็นอะไรต่อนะ
อยากรู้ก็ติดตามคราวหน้านะครับ
โดย...คุณพิทักษ์ วราฤทธิชัย
การเลือกใช้น้ำยาถอดแบบ (ตอนที่ 3)
มาติดตามดูว่า ตอนที่แล้วเราจำแนกน้ำยาถอดแบบได้ 3 ชนิด คือ 1) พีวีเอ
(PVA) รับทราบไปแล้วว่ามีลักษณะ อย่างไร ชนิดที่ 2) แว๊กส์(WAX) บอกถึงลักษณะความหลากหลายในการใช้งานแล้ว
คราวนี้มาต่อถึงเรื่องพัฒนาการของ แว๊กส์กันนะครับ
จากลักษณะของแว๊กส์ (WAX) เดิม ๆ ที่เป็นก้อน ๆ ในกระป๋อง เวลาใช้งานก็ต้องใช้ผ้าหรือฟองน้ำมาขัด
ๆ ถู ๆ เพื่อดูดซับเอาแว๊กส์ติดมาบนผ้าหรือฟองน้ำ แล้วจึงจะไปทาบนผิวแม่แบบ
(Mold) ตามลักษณะการใช้งานนี้ตามปกติมา นาน นายช่างที่ต้องการความรวดเร็วและเพิ่มความสะดวกสบายในการทำงานลงแว๊กส์ถอดแบบก็เกิดความคิดว่า
น่าจะมี น้ำยาแว๊กส์ถอดแบบที่เป็นของเหลวลักษณะเหมือนพีวีเอ แต่มีความคงทนในการถอดชิ้นงานได้เสมือนแว๊กส์
(WAX) ที่ ช่วยทำให้ลงน้ำยาถอดแบบบนแม่แบบได้ง่าย แห้งเร็ว และมีชั้นฟิล์มแว๊กส์ที่สม่ำเสมอ
จะไดเ้ กิดขี้กลากยากขึ้น
นั่นจึงเป็นที่มาของการพัฒนาแว๊กส์จากรูปแบบเป็นก้อนนำมาละลายในสารตัวทำละลายที่ระเหยได้เร็วและไม่ทิ้ง
คราบปนเปื้อนไว้บนชั้นแว๊กส์ที่แห้งแล้วบนผิวแม่แบบ เกิดเป็นน้ำยาถอดแบบในรูปแบบของเหลว
บรรจุแกลลอนออกสู่ ตลาดสนองความต้องการของนายช่างทั้งหลาย
ข้อดีของน้ำยาถอดแบบแว๊กส์ในรูปแบบของเหลวคือ
1. ทำให้การลงน้ำยาถอดแบบทำได้สะดวกรวดเร็วขึ้น เพียงใช้ผ้า Cotton สะอาดหรือฟองน้ำชุบน้ำยาพอหมาด
ไล่ทา ลงบนแม่แบบ ปล่อยทิ้งให้แห้ง
2. ให้ชั้นน้ำยาถอดแบบที่สม่ำเสมอและทั่วถึงเข้าได้ทุกซอกทุกมุม โดยไม่ไปอุดพื้นผิวรายละเอียดของแม่แบบ
ทำให้ เสียหายต่อรายละเอียดของชิ้นงานได้
3. ประหยัดเวลาและแรงงานในขั้นตอนการลงน้ำยาและขัดเงา
4. ลดปริมาณขี้กลากที่จะเกิดขึ้นบนผิวแม่แบบ
5. ช่วยยืดอายุการใช้งานของแม่แบบให้ยาวนานขึ้น
พอเห็นประโยชน์ คราวหน้ามาดูข้อเสียบ้างจะได้เป็นข้อมูลประกอบการใช้งานครับ
โดย...คุณพิทักษ์ วราฤทธิชัย
การเลือกใช้น้ำยาถอดแบบ (ตอนที่ 4)
จากประโยชน์ของแว๊กส์ถอดแบบ (WAX) ในรูปแบบของเหลว จึงทำให้เริ่มเป็นที่นิยมใช้งานกันมากขึ้น
หลังจาก ใช้งานกันไปได้ระยะหนึ่ง จึงพบข้อด้อยอันได้แก่
1. ความสิ้นเปลืองสูง เนื่องจากการระเหยของสารทำละลาย (Solvent) ขณะที่เปิดฝาทิ้งไว้และการหกหล่นของ
ภาชนะบรรจุ
2. ราคาสูงเมื่อเทียบกับการใช้งานแบบแว๊กซ์ก้อน
3. วิธีการลงน้ำยาถอดแบบยังคงเหมือนแว๊กส์ก้อน คือต้องลงน้ำยาทุกรอบการถอดชิ้นงาน
4. ความสามารถในการถอดชิ้นงาน ไม่แตกต่างจากการใช้แว๊กส์ก้อน
5. ยังคงเกิดขี้กลากบนผิวแม่แบบ แต่น้อยกว่าการใช้แว๊กส์ก้อนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
6. น้ำยามีกลิ่นฉุนรุนแรงกว่าแว๊กส์ก้อน เนื่องจากกลิ่นของตัวทำละลาย (Solvent)
ในน้ำยาเกิดระเหยฟุ้งกระจายขณะทำงาน
ซึ่งข้อด้อยดังกล่าวนั้น ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของน้ำยาถอดแบบนี้มิได้ดีขึ้นมากมายนักเมื่อเปรียบเทียบ
กับแว๊กส์ก้อน วิธีการทำงานยังคงเหมือนเดิม การถอดชิ้นงานไม่แตกต่าง แต่ก็ช่วยลดเวลาการลงน้ำยาถอดแบบไปได้
และ ลงน้ำยาได้ทั่วถึงทุกซอกทุกมุม รวมถึงความสม่ำเสมอที่ดีขึ้น แต่ก็มีการโต้แย้งของช่างว่าเกินความจำเป็น
การสามารถเพิ่ม ความใส่ใจและพิถีพิถันในการลงแว๊กส์ก้อนก็จะทำให้ได้ประสิทธิภาพการถอดแบบที่ไม่แตกต่างเลย
ดังนั้นช่างส่วนใหญ่ที่ต้องการประหยัดทุนก็กลับไปใช้แว๊กส์ก้อนตามเดิม
แต่ก็ยังมีช่างที่เห็นคุณค่าของการ ประหยัดเวลา เพิ่มความสะดวกในการทำงานจากการใช้น้ำยาแว๊กส์ก็ยังคงมีใช้งานอยู่จนถึงปัจจุบัน
และคงจะยังมีให้ใช้ งานต่อไปแน่นอน
ความต้องการเห็นน้ำยาถอดแบบที่มีประสิทธิภาพสูง ทั้งในด้านการใช้งานและความสามารถในการถอดชิ้นงานที่
ดีกว่าแว๊กส์ (WAX) ยังคงมีอยู่ในใจของช่างและนักเคมี การพัฒนาระบบน้ำยาถอดแบบจึงไม่หยุดอยู่ให้คาใจ
แต่น้ำยา แว๊กส์ (WAX) กลับเป็นจุดที่ทำให้เกิดการค้นคว้าวิจัยที่จะหาระบบถอดแบบที่หนีจากระบบแว๊กส์ไปสู่เคมีใหม่
ๆ โดยนำ
ความต้องการของช่างและการถอดแบบที่ต้องการให้สามารถถอดได้มากครั้งจากการลงน้ำยาถอดแบบเพียงครั้งเดียว
ซึ่งเป็นการยกระดับคุณภาพน้ำยาถอดแบบอย่างมาก
เจตจำนงค์นี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของน้ำยาถอดแบบคุณภาพสูง ๆ ที่ตามมาอีก
1 ชนิด คือ ชนิดน้ำยาถอดแบบที่ไม่ใช่ แว๊กส์ แบ่งเป็น 2 กลุ่มได้แก่
1. กลุ่มนํ้ายาถอดแบบสูตรโพลิเมอร์ (Polymer) และ
2. กลุ่มน้ำยาถอดแบบสูตรกึ่งถาวร (Semi-Permanent)
เราจะมารู้จักทั้ง 2 กลุ่มนี้ให้มากขึ้นในคราวหน้าครับ
โดย...พิทักษ์ วราฤทธิชัย
การเลือกใช้น้ำยาถอดแบบ
(ตอนที่ 5)
ได้เวลามาทำความรู้จักน้ำยาถอดแบบสูตรโพลิเมอร์ (Polymeric Mold Releases)
กันแล้วครับ น้ำยาถอดแบบกลุ่ม นี้จะมีองค์ประกอบของเคมีโพลีเมอร์พวกที่เรียกกันทางเคมีว่า
ฟูออโรคาร์บอน (Fluorocarbon) และโพลีเตตระฟูออโรเอ ทธิลีน (Polytetrafluoroethylene;
PTFE) ซึ่งละลายอยู่ในสารตัวทำละลาย (Solvents)
สารโพลีเมอร์จะจับยึดกันเป็นโครงร่างตาข่าย เมื่อเราทาน้ำยาถอดแบบลงบนผิวแม่แบบ
โดยที่สารตัวทำละลาย (Solvents) จะระเหยแห้งไป ทิ้งให้โครงร่างตาข่ายของสารโพลีเมอร์กลายเป็นแผ่นฟิล์มบางๆ
เกาะเคลือบบนผิวแม่แบบ สารโพลีเมอร์พวกนี้มักจะมีแรงยึดเกาะสูงติดกับผิวแม่แบบได้ดี
โดยไม่มีการซึมเข้าไปในเนื้อแม่แบบ จึงทำให้เกิดขี้กลาก บนแม่แบบได้น้อยมาก
ด้วยพลังการเกาะเคลือบบนผิวแม่แบบได้ดี จึงทำให้สามารถถอดชิ้นงานได้หลายครั้งจากการลงน้ำยาถอดแบบ
เพียงรอบเดียว และด้วยความเป็นโพลีเมอร์ที่ยึดเกาะกันเองเป็นตาข่ายนี้
ทำให้ชิ้นงานที่ถอดมาได้จากแม่แบบมีผิวที่สะอาด และสามารถส่งไปทำการเคลือบผิวด้วยสีหรือเคลือบงานชั้นสุดท้ายได้ทันที
โดยไม่ต้องล้างทำความสะอาดแต่อย่างใด อีก ทั้งโครงร่างตาข่ายของโพลีเมอร์นี้ยังมีความแข็งแรงทนทานต่อการขัดกร่อนทางเคมีได้ดี
ทำให้ไม่ถูกทำลายโดยน้ำยาเรซิ่น
มองดูแล้วมีแต่ข้อดีที่ช่วยให้การทำงานสะดวก
รวดเร็ว และประหยัดเวลาในการลงน้ำยาถอดแบบไปได้หลายเลย ครับ แต่คนชอบคิดค้นก็ยังไม่หยุดคิดครับ
ยังบอกว่าโพลีเมอร์สูตรนี้ชั้นฟิล์มน้ำยาถอดแบบยังแข็งแรงเกาะบนผิวแม่แบบ
ไม่สุด ๆ จึงคิดค้นคว้าปรุงให้เคมีถอดแบบมีแขนขาไปจับกับเคมีบนผิวแม่แบบให้แน่นขึ้นอีก
จึงเกิดเป็น น้ำยาถอดแบบสู ตรงกึ่งถาวร (Semi Permanent Mold Releases)
ซึ่งขยับของดีขี้นมาให้ได้ความคงทนของชั้นฟิล์มถอดแบบมากกว่าสูตร โพลีเมอร์
จึงสามารถถอดชิ้นงานได้มากกว่าและถือว่าถอดได้มากที่สุดในบรรดาน้ำยาถอดแบบทั้งหลายเลยก็ว่าได้
แต่ครับ
อย่าพึ่งดีใจจนนั่งยิ้มหวานว่าเรามีของดีจะหาที่ติมิได้ครับ โลกนี้มีความยุติธรรม
มิให้เรามีอะไรสมบูรณ์ เกินไปหรอกครับ เพราะเหตุว่าน้ำยาถอดแบบกลุ่มนี้เป็นสารเคมีที่ละเอียดอ่อนและบอบบาง
ดังนั้นเวลาจะลงน้ำยาถอด แบบกลุ่มนี้ต้องมั่นใจว่าผิวแม่แบบได้รับการทำความสะอาดมาอย่างดีไร้สิ่งสกปรก
นั่นจึงทำให้เราต้องพิถีพิถันกับการ เตรียมผิวแม่แบบมากขึ้น ขณะเดียวกันเราจะลงน้ำยาถอดแบบนี้ก็ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนของแต่ละตัว
แต่ละบริษัท อย่างถูกต้อง จะเหมารวมลงตามวิธีของตัวกับทุกตัวไม่ได้เด็ดขาดครับ
เพราะสารเคมีของแต่ละบริษัท ฯ มันบังคับวิธีทำงานไว้ แล้ว เพื่อให้ได้ผลงานที่เยี่ยมที่สุดนั่นเอง
ข้อเสียอีกข้อก็คือ
ความพิถีพิถันในการใช้งานและเก็บรักษา เนื่องจากเป็นเคมีที่ละเอียดอ่อน
น้ำยาถอดแบบกลุ่มนี้ จึงไวต่อความชื้น และชอบจับตัวกับความชื้น จึงต้องเก็บรักษาในภาชนะปิดสนิทตลอดเวลา
จะใช้งานในสายผลิตจึงต้อง แบ่งใส่ขวดเล็กๆ ไปเพียงแค่พอใช้เท่านั้น แต่เพราะลงน้ำยาครั้งเดียวถอดได้หลายชิ้น
จึงทำให้ไม่ยุ่งยากมากนักกับข้อเสีย นี้ครับ
สุดท้ายก็ราคาครับ
เพราะมีเคมีและสารตัวทำละลายที่มาจากน้ำนดิบ จึงมีราคาสูงตามส่วนประกอบไปด้วยครับ
ถ้ามองในแง่ของราคาต่อหน่วยบรรจุ แต่จะไม่มีปัญหาเลยถ้าเรามาพิจารณาในแง่ของจำนวนชิ้นงานที่ถอดได้
ทำให้ต้นทุน ต่อชิ้นงานถูกกว่าใช้ PVA หรือ WAX หลายเท่าเลยครับ ไม่เชื่อลองพิสูจน์ดูครับ
สิบปากว่า ไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นไม่เท่า ลงมือทำ คราวหน้าจะมาสรุปแล้วครับ
ดีใจจัง
โดย...พิทักษ์ วราฤทธิชัย